นิตยสารชีวิตต้องสู้
เตรียมพบกับโปรเจคใหม่ของนิตยสารชีวิตต้องสู้ได้ที่นี่...เร็วๆ นี้

ชีวิตใสวัยทีน 

สมัคร ยกเลิก
คอลัมน์ “คนสู้ชีวิต” ฉบับ 657 เรื่องโดย..ศิษย์ปะนุ 
 
..ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ของ..
“ขวัญนภา ชูแสง”
ครูภาษาผู้ไขว่คว้าฝันจนเป็นจริง
 
 
                เด็กหญิงผู้ยากจนแต่ใฝ่เรียนรู้จนได้ดี
                การเติบโตมาในครอบครัวลูกคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมีร้านขายรองเท้าเล็กๆ อยู่ในจังหวัดตรัง ที่มีลูกมากถึง 7 คน ส่งผลให้ชีวิตในวัยเด็กของ “คุณขวัญนภา ชูแสง” ค่อนข้างอัตคัดขัดสน ทั้งยังต้องเดินทางรอนแรมเร่ค้าขายไม่เป็นหลักแหล่งอยู่หลายปี ก่อนที่จะมาลงหลักปักฐานอยู่ที่จังหวัดระยอง เธอจึงจะมีโอกาสได้เรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจนจบ ป.7 จาก แต่ก็เกือบจะไม่ได้เรียนต่อ เพราะพ่อต้องการให้เธอซึ่งเป็นพี่คนโตมาช่วยทำงานหาเงิน แต่ด้วยความเป็นเด็กใฝ่เรียนพากเพียรทำกิจกรรม เธอจึงได้รับความเมตตาเอ็นดูจากครูอาจารย์ ซึ่งช่วยกันลงขันนำเงินมาจ่ายค่าเทอมให้จนจบ มศ.3 จากนั้นเธอต้องไปช่วยพี่ชายต่างแม่ขายผ้าอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวกัลยามิตรที่แสนดี ที่ไม่อาจทนเห็นเธอต้องถูกตัดอนาคตเพียงเพราะความแร้นแค้น จึงทำให้เธอได้กลับมาเรียนต่อจนจบ มศ.5 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม
 
                ภาษาอังกฤษและชีวิตอเมริกัน ที่ฝันใฝ่
                “คุณขวัญนภา” เท้าความถึงชีวิตในวัยเด็กกับ “ชีวิตต้องสู้” ว่า “เรารู้ตัวว่าชอบภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ คือจะหลงใหลในภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันของพวกมิชชันนารีเป็นพิเศษ ตอนนั้นก็ยังฟังไม่รู้เรื่องนะ รู้แค่ว่าเขามาจากแคลิฟอร์เนีย จะดูรูปแล้วก็ประทับใจจนเกิดจินตนาการ โดยมีภาพของสะพาน Golden Gate ฝังอยู่ในหัวมาตลอด จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นในภาษาอังกฤษอย่างมาก เพราะเฝ้าฝันมาแต่นั้นว่าอยากจะไปสัมผัสบ้านเมืองของพวกเขาให้ได้สักครั้งในชีวิต”
 
                ชีวิตล้มลุกคลุกคลานในเมืองกรุง 
                หลังได้วุฒิมัธยมศึกษาติดตัว “คุณขวัญนภา” ก็เข้ามาเผชิญโลกกว้างในเมืองฟ้าอมรเพียงลำพัง โดยยึดอาชีพเป็นพนักงานแนะนำสินค้าสารพัดอย่าง ต่อมาเธอต้องสูญเสียพ่อไปด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งเสียใจเพราะต้องรับผิดชอบอีกหลายชีวิตที่อยู่ข้างหลัง โชคดีที่เธอยังมีความฝันถึงชีวิตในแดนไกลคอยหล่อเลี้ยงจิตใจให้สู้ทน คุณขวัญนภา เล่าว่า ในช่วงที่มีอายุได้ 21 ปีเธอก็ไปสมัครเรียนคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตส่วนใหญ่ของเธอหมดไปกับการทำงานหาเลี้ยงชีพและครอบครัว แต่ก็ยังสอบผ่านมาได้ทุกวิชาอย่างไม่ยากเย็น จนในปีสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมชีวิตเข้ามารุมเร้า ในคราวแรกเธอคิดจะถอดใจไม่เรียนต่อ แต่ด้วยความใฝ่ดีและมีวาสนาส่ง ทำให้เธอได้รับการอุปถัมภ์ทุนการศึกษาจาก “พระมหามานพ สนธิรักษ์” แห่งวัดไผ่เงินโชตวราราม ที่เห็นความดีในตัวเธอ จึงใช้หลักธรรมชี้นำทางสอนให้รับมือกับปัญหาด้วยสติปัญญา จนเธอสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายและคว้าใบปริญญาได้สำเร็จ
 
                ความฝันกับความจริงของชีวิตต่างแดน
                หลังจากนั้น “คุณขวัญนภา” ได้รู้จักและพบรักกับสามี ซึ่งเป็นคนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่สหรัฐอเมริกามา เธอเล่าความฝันของตัวเองให้เขาฟัง “คุณขวัญนภา” ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตจริงกับความฝันนั้นมักสวนทางกันเสมอ จากคนที่มีความมั่นใจในภูมิความรู้ภาษาอังกฤษมาตลอด แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตกินอยู่ในดินแดนเจ้าของภาษา กลับบ้อท่าไปไม่เป็น เธอเล่าว่า “สิ่งที่สร้างปัญหาให้เราอย่างมาก ก็คือการสื่อสารในการทำงาน ตอนอยู่เมืองไทยเรามั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองมาตลอด แต่พอได้มาใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลย ความมั่นใจแทบไม่เหลือ รู้สึกเหมือนกบในกะลาครอบ”
 
                อยากกลับบ้านแต่ภาษาอังกฤษยังไม่กระดิก 
                หลังจากทำงานเก็บเงินอยู่ได้ 2 ปี “คุณขวัญนภา” ก็คิดที่จะกลับเมืองไทย แต่ครั้นจะมาโดยไม่ได้เพิ่มพูนความรู้ก็ดูจะกระไรอยู่ จึงคิดจะตักตวงวิชาภาษาอังกฤษติดตัวให้ได้ก่อน ประจวบกับมีคนแนะนำให้ไปสมัครงานที่บริษัทเอเจนซี่ขายตั๋วเครื่องบินแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องการคนที่พูดภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ เธอจึงเสี่ยงเลือกทำงานใหม่ แม้ว่าจะได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าที่เดิมก็ตาม เพราะเป้าหมายของเธอคือการสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วเฉกเช่นฝรั่งเจ้าของภาษา
                2 ปีให้หลังหญิงสาวช่างฝันอย่าง “คุณขวัญนภา” ได้เข้าทำงานในตำแหน่ง Call Center Service Invitation Business ของสายการบินไทย มีหน้าที่คอยรับรองลูกค้าในระดับ VIP ที่รอเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือต้องการเปลี่ยนตั๋วโดยสาร ซึ่งเธอก็อาศัยลูกขยันใฝ่เรียนรู้และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมการทำงานแบบตะวันตกดังเช่นเคย แต่อุปสรรคในการสื่อสารยังคงเป็นฝันร้ายที่เธอสลัดไม่หลุดจากชีวิตเช่นเดิม มิหนำซ้ำบุคลิกและวิธีคิดในแบบฉบับคนไทย ก็ช่างผิดแผกแตกต่างจากอเมริกันชนแบบคนละทิศละทาง ทำให้เธอกลัดกลุ้มทรมานใจที่ไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนที่นั่นได้
 
                ปมภาษาคาชีวิต..จนคิดยอมแพ้
                “คุณขวัญนภา” เผยปมในอดีตว่า “เราพูดอังกฤษได้นะ แต่ปัญหาคือฟังไม่ออก เพราะสำเนียงที่คุ้นเคยเมื่อครั้งอยู่เมืองไทยเป็นคนละเรื่องกันเลย เวลาพูดฝรั่งจะสื่ออารมณ์ออกมาค่อนข้างมากและเร็วด้วย แล้วก็ต้องการการสนองตอบที่ชัดเจน ฉับไว จะไม่มาบอกอะไรซ้ำหลายๆ ครั้ง เวลาที่ถูกประเมินเราก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก พอไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด เราก็ไม่รู้ความต้องการ จึงต้องเดาเป็นหลักสุดท้ายจึงลงเอยด้วยการสื่อสารที่ล้มเหลว ตอนนั้นเป็นช่วงที่รู้สึกล้มละลายทางจิตใจอย่างมาก
 
                เครียดจัดจนถูกจับเข้าโรงพยาบาลบ้า
                “คุณขวัญนภา” เล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟังว่า “สวัสดิภาพชีวิตและความตาย เป็นเรื่องที่อ่อนไหวในสังคมอเมริกันมากๆ  แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ รู้แต่ว่าเครียดจนจะคลั่งอยู่แล้ว ได้แต่พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย พอพูดออกไปว่า ฉันอยากตาย.. อีก 5 นาทีต่อมาตำรวจก็มาที่บ้าน ไอ้เราก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก เขาพาไปส่งโรงพยาบาลบ้า แต่เผอิญตรงกับวันหยุด ต้องรอพบหมออีกทีก็วันจันทร์จึงจะได้กลับบ้าน เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ช็อกชีวิตสุดๆ แต่น่าแปลกที่หลังจากนั้น ชีวิตเรากลับคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น”
 
                ชีวิตที่ถูกปลดเปลื้องกับพิษเศรษฐกิจ 
                “คุณขวัญนภา” เล่าถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตว่า “ตอนที่ตึกเวิลด์เทรดฯ ถล่ม ระบบเศรษฐกิจในอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจสายการบินและท่องเที่ยวกว่าร้อยแห่งต้องปิดตัวลง บริษัทที่ทำงานอยู่ก็เหลือแค่สำนักงานใหญ่อยู่ที่ฟิลาเดเฟีย แต่ก็ไม่คิดจะย้ายไป จึงอาศัยเงินสวัสดิการจากรัฐ แล้วก็ไปเรียนฝึกทักษะเพิ่มเติม เช่น คอมพิวเตอร์ และเรียนดีไซน์ แต่การที่ไม่มีประสบการณ์ในสายงาน เท่ากับว่าจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะที่นั่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าวุฒิการศึกษา แล้วก็เป็นช่วงที่แยกทางกับสามีพอดี สุดท้ายจึงตัดสินใจขายทุกอย่างแล้วพาลูกกลับเมืองไทย”
 
                นกน้อยหวนคืนรัง..กับชีวิตใหม่ในบ้านเกิด
                หลังจรจากแผ่นดินเกิดไปหลายปี “คุณขวัญนภา” ได้ลูกชายตัวเล็กๆ หวนกลับสู่มาตุภูมิในปี 2548 ซึ่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากร้างลาไปนานร่วม 15 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอ เพราะกว่าที่จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันได้อย่างกลมกลืน เธอต้องผ่านความทุกข์เข็นลำเค็ญใจมาไม่น้อย และครั้งนี้เธอก็ต้องปรับตัวเข้าหาวิถีความเป็นไทยเช่นกัน เพราะไม่เพียงภาษาที่แตกต่าง แต่วัฒนธรรม วิถีสังคมและมุมมองความคิด ล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่คนตะวันตกมีความกล้าคิด และแสดงออกอย่างชัดเจน ขณะที่วิถีไทยคือความละเอียดอ่อนและถ่อมตน การนำบุคลิกของฝรั่งอั้งม้อมาใช้ในการทำงานในเมืองไทย ย่อมทำให้อะไรต่อมิอะไรดูประดักประเดิดผิดที่ผิดทางไม่น้อย
 
                จากนักบริหารผันตัวสู่ครูสอนภาษาอังกฤษ
                “ครูขวัญ” ย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการสอนภาษาอังกฤษว่า เธอเคยผ่านประสบการณ์ในเรื่องกำแพงภาษามาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกของการสื่อสารที่ล้มเหลวเป็นอย่างดี ขณะที่เธอเองก็มีความสุขกับการทำหน้าที่นี้อย่างมาก และการที่เธอร่ำเรียนปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงตระหนักว่า ภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC แต่คนส่วนใหญ่ยังมีปัญหาในการสื่อสาร ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆ
 
                นวัตกรรมการออกสำเนียงฝรั่งแบบไทยๆ
                “ครูขวัญ” เล่าถึงแรงบันดาลใจของเธอว่า “เรื่องที่ในหลวงทรงห่วงใยที่เด็กสมัยนี้พูดไทยไม่ชัด ดังอยู่ในหัวใจตลอดเวลา จึงคิดว่าถ้าเราจะสอนภาษา จะต้องพูดชัดถ้อยชัดคำทั้งภาษาไทยและอังกฤษ คือ เป็นไทยอย่างงดงามตามวิถี แต่ก็สามารถก้าวไกลไปแบบสากล จึงมานั่งคิดว่าเรามีสระภาษาไทย มีฐานเสียงต่างๆ ก็จับมาผสมกันกลายเป็นนวัตกรรมการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยสระภาษาไทย พอแยกเสียงได้ก็จะฟังได้ดีขึ้น แล้วก็มาเล่นเรื่องคลื่นความถี่สมอง เพราะฝรั่งจะพูดเร็วมาก จึงเอามาทำเป็นภาษาต่างดาว เน้นให้ออกเสียงสูง-ต่ำจากช้าแล้วก็เร็วขึ้น พอฟังอีกรอบประโยคเดิมจะช้าลงก็จับใจความได้ จากนั้นก็ขยายไปเป็นวิธีคิด แล้วก็เป้าหมายในการสื่อสาร ทำไปทำมาคนเรียนเริ่มสนุกกันแล้ว”
 
                พันธสัญญาพัฒนาคนไทยสู่สากล 
                เป้าหมายสำคัญของครูสอนภาษานักประดิษฐ์คนนี้ก็คือ การทำให้คนไทย 10 ล้านคนเก่งอังกฤษก่อน AEC ซึ่ง “ครูขวัญ” มองว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยมีพื้นฐานความรู้ภาษาอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่มักถอดใจยอมแพ้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องยาก เธอจึงใช้หลักจิตวิทยาที่ได้ร่ำเรียนในระดับปริญญาเอกจาก American University of Human Science (AUH) มาปลดล็อกความกลัวแล้วแทนที่ด้วยการจุดประกายสร้างความมั่นใจ ผนวกกับถ่ายทอดมุมมอง แนวคิด และวิถีชีวิตของฝรั่งตาน้ำข้าว ที่เธอได้สัมผัสคลุกคลีมาหลายปีดีดัก เพื่อให้เข้าใจต้นทุนชีวิตในแบบตะวันตก โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ที่เคยอยู่กึ่งกลางกำแพงภาษาและวัฒนธรรมระหว่าง 2 โลกที่ต่างกันสุดขั้วลงในงานเขียนชิ้นแรกก็คือ “โหด มันส์ ฮา ดราม่ากับ ภาษาอังกฤษ” ที่จะพูดถึงทัศนคติที่คนไทยมีต่อภาษาอังกฤษ โดยมุ่งหวังดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นของคนไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรคเรื่องภาษามาให้ได้
                “ครูขวัญ” ทิ้งท้ายไว้ว่า “การที่เรายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มจะทำให้แข่งขันได้ยาก แทนที่จะพูดว่า I can’t speak English ทำไมไม่บอกว่า ..ฉันพูดได้นิดหน่อย เพราะฝรั่งก็ทักทายเราด้วยภาษาไทยแค่ 3 คำคือ สวัสดี ขอบคุณครับ พูดได้นิดหน่อย ฉะนั้นปัญหาไม่ได้อยู่แค่ภาษา แต่รวมถึงแนวคิดที่เรามองฝรั่งเป็นคนแปลกหน้า แต่ถ้าคิดว่าเขาเป็นเพื่อนก็จะกล้าสื่อสารมากขึ้น แล้วพัฒนาการของเราก็จะดีตามมาด้วย เมื่อก่อนเรากลัวความจน ยอมลำบากสู้ทนทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ครอบครัวลำบาก แต่วันนี้เรามีความสุขกับการช่วยให้คนเอาชนะปมปัญหาเรื่องภาษาใจ ก็ถือว่าเราได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมก็ทำให้สุขสบายใจแล้วค่ะ”

นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 674
ประจำเดือนสิงหาคม 2556
 
********************