นิตยสารชีวิตต้องสู้
"นิตยสารชีวิตต้องสู้" โดยบริษัท ไลฟ์ นิวส์ จำกัด จัดประกวด "Thai Super Junior Award 2013"
ขอเชิญร่วมให้กำลังใจผู้เข้าประกวดรอบชิงชนะเลิศ
ในวันเสาร์ที่ 21 ธันนวาคม พ.ศ.2556
ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ สถาบันจัยจุฬาภรณ์
ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ชีวิตใสวัยทีน 

 
สมัคร ยกเลิก
 
คอลัมน์ ...สัมภาษณ์ชีวิต โดย...นวธร ประจักษ์
 
ครูลิลลี่-กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์
คุณครูภาษาไทยหัวใจใฝ่ธรรมะ
ผู้ก่อตั้งบ้านพุฒมณฑา หลังคาแห่งการเรียนรู้
เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม
         “ชีวิตต้องสู้” ฉบับนี้ขอนำพาไปรู้จักกับชีวิตที่น่าสนใจของ “ครูลิลลี่” ซึ่งนอกจากจะเป็นยอดติวเตอร์ภาษาไทยฝีปากกล้าที่มีลีลาการสอนไม่เหมือนใคร จนเป็นที่ติดอกติดใจของเหล่านักเรียนวัยใส แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอคือผู้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมท่ามกลางพงไพร เพื่อเป็นสถานรวมใจของผู้ใฝ่คิดดี และส่งเสริมเยาวชนไทยยุคใหม่ให้หันมาใส่ใจกับ “ครอบครัว-ศาสนาพุทธ” และ “ความเป็นไทย” ที่เจ้าตัวอยากให้ช่วยอนุรักษ์และสืบสานสิ่งล้ำค่านี้ไว้...!  
 
 
        เริ่มต้นชีวิตในวัยเยาว์
        “ด.ช. กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์” มีพื้นเพเป็นชาวจังหวัดระยองโดยกำเนิด ด้วยสรีระของเด็กผู้ชายแต่ความรู้สึกภายในกลับร่ำร้องหาสิ่งที่เด็กผู้หญิงพึงจะมี หลังเรียนจบมัธยมต้นที่ “โรงเรียนอัสสัมชัญ” จังหวัดระยอง กิจมาโนชญ์มุ่งหน้าเข้ามาเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่ “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” ในกรุงเทพมหานคร เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เขากล้าที่จะเปิดเผยตัวตนและแสดงออกมากขึ้น กระทั่งเพื่อนในกลุ่มตั้งชื่อว่า “ลิลลี่” ในช่วงแรกเธอรู้สึกเขินอายเหมือนกันเมื่อถูกเรียกเช่นนี้ แต่ก็ใช้ชื่อนี้แทนตัวเรื่อยมากระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรืออาจารย์ก็มักจะเรียกเขาว่า “ลิลลี่” จนติดปาก จนถึงทุกวันนี้เจ้าตัวยังจำไม่ได้ว่า ใครกันหนอช่างคิดประดิษฐ์ชื่อนี้ให้กับเธอ
 
        เริ่มเป็นครูด้วยความบังเอิญ
        หลังคว้าใบปริญญาจากคณะนิเทศศาสตร์บัณฑิต “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” มาได้ คุณลิลลี่ได้เข้าทำงานที่บริษัท TPI แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นครูในโรงเรียนพาณิชยการแห่งหนึ่งเกิดไม่สบาย จึงขอร้องแกมบังคับให้เธอไปสอนหนังสือแทน ขณะที่เจ้าตัวตกปากรับคำทั้งที่ไม่เคยสอนหนังสือมาก่อน วันแรกของการเป็นครู ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เธอคล้ายกับไม่เชื่อว่าจะสอนเขา ผ่านไปสักพักความสงสัยก็หมดไป เด็กในชั้นเรียนต่างชอบอกชอบใจ ด้วยลีลา “กัดนิดๆ เหน็บแนมหน่อยๆ” ทำให้นักเรียนสนุกสนานกับการสอนหนังสือที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุนี้เธอจึงตระหนักว่า “ครู” ที่หลายคนดูแคลนว่าเป็นเพียงเรือจ้าง คือสิ่งที่เหมาะสมกับตัวตนของเธอมากที่สุด จึงตัดสินใจบอกลาอาชีพเดิม
 
        หันมายึดอาชีพครู
        ครูลิลลี่จึงเข้ากรุงเทพฯ สมัครเป็นอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสยาม แต่สอนเพียงระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากเป็นคนไม่ชอบถูกตีกรอบ ครูลิลลี่จึงเปลี่ยนมารับจ้างสอนพิเศษตามสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงสถาบันกวดวิชาหลายแห่ง ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ทำรายการทีวีวาที ทำให้ชื่อเสียงของครูลิลลี่เป็นที่รู้จักมากขึ้น การหมุนเวียนเดินสายสอนหนังสือตามสถาบันกวดวิชาหลายแห่ง ทำให้รู้ถึงปัญหาเยาวชนในแง่มุมที่หลากหลาย ที่เด็กมักจะนำเรื่องราวต่างๆ มาปรึกษาอยู่เสมอ กระทั่งเกิดความผูกพันและเห็นใจ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหามักไม่กล้าไปบอกให้คนในครอบครัวฟัง ครูลิลลี่จึงเป็นทั้งผู้ให้วิชาความรู้และเป็นเพื่อนของเด็กๆ ในคราวเดียวกัน
 
        เปิดโรงเรียนกวดวิชา
        หลังจากโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศผ่านรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทุกสัปดาห์ ครูลิลลี่จึงหันมาเปิดโรงเรียนกวดวิชาของตน เมื่อผู้ปกครองได้มาเห็นการสอนของครูลิลลี่ ก็นำไปบอกกล่าวเล่าต่อกันไปยิ่งทำให้ใครๆ อยากจะส่งบุตรหลานมาเรียนกับเธอ เพราะนอกจากจะได้ความรู้เรื่องภาษาไทยแล้ว เธอยังไม่ลืมที่จะสอดแทรกเกี่ยวกับความเป็นไทย ที่ถูกถ่ายทอดให้เด็กยุคที่แทบไม่รู้จักความหมายของ “ภาษาและวัฒนธรรมความเป็นไทย” อีกด้วย
 
        สร้างบ้านพุฒมณฑา
        ในช่วงนั้นครูลิลลี่ได้ซื้อที่ดินเอาไว้ เพื่อเตรียมสร้างบ้านพักตากอากาศสักหลัง ซึ่งความตั้งใจแรกเริ่มของการสร้าง “บ้านพุฒมณฑา” เอาไว้ใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับครอบครัว ครูลิลลี่เล่าต่อไปว่า “ระหว่างที่กำลังสร้างบ้าน ครูนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านหลังนี้มีประโยชน์ต่อผู้คน เพราะหากสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศจริงๆ ก็จะใช้ประโยชน์ได้แค่เรา ครอบครัวและเพื่อนฝูงเพียงเท่านั้น จึงมานั่งคิดว่าน่าจะสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมดีกว่า เพราะทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ จึงกลายมาเป็นที่มาของบ้านพุฒมณฑาถึงทุกวันนี้”
 
        บ้านแห่งการเรียนรู้
        “ครูลิลลี่” บอกกับทีมงาน “ชีวิตต้องสู้” ว่า บ้านหลังนี้เปิดรับสาธุชนชาวพุทธทุกเพศทุกวัยที่สนใจมาร่วมปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะมาคนเดียวหรือเป็นหมู่คณะก็ไร้กังวล เพราะสามารถรองรับได้หลายร้อยคน น่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมส่วนใหญ่ของบ้านพุฒมณฑาจะเป็นนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งครูลิลลี่ เล่าถึงความภูมิใจนี้ว่า เยาวชนเหล่านี้มักชักชวนเพื่อนๆ มาฝึกปฏิบัติธรรมโดยสมัครใจ โดยจะเน้นการสอนหลักธรรมที่เข้าใจง่ายรวมถึงการฝึกสมาธิและวิปัสสนาเบื้องต้น นอกจากนี้ยังเปิดอบรมสำหรับผู้ใหญ่ที่สนใจฝึกปฏิบัติธรรมเป็นหมู่คณะ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นค่าอาหารในแต่ละมื้อ
 
 
        คอร์สอภิชาตบุตร
        ผู้ปกครองมักจะส่งบุตรหลานมาเข้าฝึกอบรม “หลักสูตรอภิชาตบุตร” เนื่องจากจะเน้นสอนให้เด็กเป็นคนดีของสังคม เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่และคนในครอบครัว เช่น สอนให้รู้จักการให้ การมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ การกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ นอกจากนี้ยังสอนการวางตัวกิริยามารยาทไทย
 
        ปัจจุบันพบว่า คนไทยจำนวนมากหันหน้ามาปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่มีทั้งเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ และจับต้องได้ ในเรื่องของการทำดีทำชั่ว นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติให้ความสนใจหันมาปฏิบัติธรรมมากขึ้น “บ้านพุฒมณฑา” จึงกลายเป็นบ้านแห่งการเรียนรู้ไปโดยปริยาย ทั้งพุทธศาสนิกชนและชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาปฏิบัติธรรมมากขึ้น เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะนั่งรถโดยสารประจำทางหรือรถส่วนตัว
 
        สำหรับผู้ปกครองที่อยากพาบุตรหลานเข้าฝึกการปฏิบัติธรรมขั้นพื้นฐานกับ “ครูลิลลี่” ที่บ้านพุฒมณฑา สามารถเข้าไปชมรายละเอียดที่ www.baanpootmontha.com หรือสอบถามได้ที่ 087-909 8277 บ้านพุฒมณฑา ยินดีต้อนรับผู้ที่ใฝ่ในธรรมะโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ “เพราะการให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง”
    

นิตยสารชีวิตต้องสู้
สนับสนุน...คนสู้ชีวิต
ก้าวสู่ปีที่ 22
นิตยสารชีวิตต้องสู้
ฉบับที่ 666
ประจำเดือนธันวาคม 2556
********************